บทที่ 5 คุณหนูของตระกูลวิชัยดิษฐ

'จะเป็นคุณสุนิสาคนที่กำลังหาครูสอนพิเศษคนนั้นหรือเปล่านะ? แต่ดูจากสถานการณ์แล้วก็ไม่น่าจะใช่นะ'

ส่วนคนขับรถของสุนิสาที่มาช้าไปก้าวหนึ่งกำลังมองหาคนอยู่ตรงนั้น

'คุณญาณิดาที่นัดว่าจะรออยู่ตรงสี่แยกหายไปไหนแล้ว?'

เขายังไม่รู้ตัวว่าได้พลาดครูสอนพิเศษที่สุนิสาหมายตาเอาไว้ไปแล้ว

แม้ว่าญาณิดาจะรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง แต่เธอก็รีบโน้มน้าวใจตัวเอง

'พวกคนรวยนี่มีนิสัยแปลก ๆ บางทีพวกเขาอาจจะรวยจนไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไรก็ได้?'

เธอยังมีอารมณ์ชื่นชมทิวทัศน์นอกรถ

ในไม่ช้า รถมายบัคก็ขับเข้าไปในสวนส่วนตัวแห่งหนึ่ง

ทิวทัศน์งดงามตระการตา มีภูเขาและหินประดับซ้อนกันอยู่ ดูแวบเดียวก็รู้ว่าเป็นผลงานของปรมาจารย์ สามารถนำไปทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับห้าเอได้เลย

ญาณิดาถึงกับเบิกตากว้าง ตระกูลปุริสายในเชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองชั้นนำแห่งใหม่ก็นับว่าเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงพอตัว

เมื่อเทียบกับสวนตรงหน้าแล้วช่างดูด้อยค่าไปถนัดตา

'สมแล้วที่เป็นกรุงเทพฯ มีข้าราชการระดับสูงและมหาเศรษฐีอยู่เต็มไปหมด แค่หางานพิเศษในแอปฯ แบบสุ่ม ๆ ก็เจอนายจ้างที่อู้ฟู่ขนาดนี้แล้ว'

'ทำเลแบบนี้ รสนิยมแบบนี้!'

รถจอดลงตรงหน้าคฤหาสน์สไตล์ผสมผสานระหว่างจีนและตะวันตก

“คุณหนู เชิญครับ!”

ญาณิดาลงจากรถ โดยมีบอดี้การ์ดและสาวใช้ยืนเรียงแถวต้อนรับอยู่สองข้างทาง

ประตูใหญ่ของคฤหาสน์เปิดออก

หัวใจของเธอพลันเต้นรัวขณะเดินเข้าไป

'ทำไมที่นี่เหมือนกับฉากในกองถ่ายเลยล่ะ?'

'เป็นทางการขนาดนี้ จัดซะเหมือนคุณหนูตระกูลใหญ่ในละครทีวีกลับวังเลย'

บ้านที่เหมือนปราสาทหลังนี้ การตกแต่งที่หรูหรา ภาพวาดอักษรจีนและโบราณวัตถุจากฝีมือปรมาจารย์ ญาณิดามองไปรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น แต่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย

บนโซฟามีผู้หญิงสองคนนั่งอยู่

คนหนึ่งคือหญิงชราผมขาวโพลนราวกับน้ำค้างแข็ง ท่านใช้ไม้เท้าที่ทำจากไม้จันทน์อันเล็ก สวมชุดสีขาวนวลปักลายดิ้นทอง

อีกคนคือนายหญิงของบ้านที่ดูสง่าและงดงาม ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจนดูเหมือนอายุเพียงสามสิบกว่าปี สวมชุดกี่เพ้าโบราณลายดอกไม้และนกสีม่วงเข้ม บนติ่งหูมีมรกตสีเขียวสดใส และเข้ากันได้ดีกับสร้อยคอลูกปัดมรกตจักรพรรดิบนลำคอระหง เครื่องประดับที่มูลค่าเท่ากับคอนโดหรูในกรุงเทพฯ กลับไม่สามารถบดบังความงามของเธอได้เลย

'สวยมากจริง ๆ !' ญาณิดาอุทานในใจ

'แต่ทำไมถึงรู้สึกคุ้น ๆ จังนะ'

ผู้หญิงที่สวยมากคนนี้ก็คืออรวรรณที่กลับบ้านก่อนเวลานั่นเอง

เมื่ออรวรรณเห็นญาณิดาเดินเข้ามา เธอก็ลุกขึ้นยืนอย่างตื่นเต้น

เธออยากจะเดินเข้าไปหาญาณิดา แต่พอยกขาขึ้นแล้วก็รีบเอาลงทันที การอบรมสั่งสอนที่ดีทำให้เธอไม่ถึงกับเสียกิริยา

เด็กสาวคนนี้ ช่างเหมือนกับภาพลูกสาวตอนโตขึ้นที่เธอวาดไว้ในใจจริง ๆ

หญิงชราดูสุขุมกว่ามาก ท่านเพียงแค่เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย มองลอดแว่นสายตายาวพิจารณาเด็กสาวคนนี้อย่างละเอียด

เห็นท่าทางสง่าผ่าเผยของเธอแล้ว ดูเหมือนว่าจะได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

“นั่งสิ”

หญิงชราโบกมือให้ญาณิดานั่งลง

อรวรรณก็สงบสติอารมณ์แล้วนั่งลงเช่นกัน

“หนูจ๊ะ เราต้องการเลือดของหนูสักหน่อย อาจจะเจ็บนิดหน่อยนะ”

เสียงของหญิงชราอ่อนโยนแต่แฝงไปด้วยความน่าเกรงขาม

ยังพูดไม่ทันจบ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งไม่รู้มาจากไหนพุ่งออกมา ทุกคนสวมชุดขาวเหมือนแพทย์และพยาบาล ถือกล่องอุปกรณ์การแพทย์และเครื่องมือต่าง ๆ ยืนอยู่ข้างโซฟา เตรียมเจาะเลือดญาณิดาเพื่อนำไปตรวจ

“ได้ค่ะ” ญาณิดาพยักหน้า

'มาถึงก็ตรวจสุขภาพเข้าทำงานเลยเหรอเนี่ย'

พยาบาลเจาะเลือดจากญาณิดาไปหนึ่งหยดอย่างรวดเร็ว แล้วแปะพลาสเตอร์ลายการ์ตูนน่ารักให้ มีอาการเจ็บแปลบเล็กน้อย

“หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”

“ญาณิดาค่ะ”

หญิงชราพูดด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ญาณิดา... วางใจเถอะ นี่เป็นขั้นตอนปกติ”

“ค่ะ แต่ว่า ไม่ต้องทดสอบระดับการเล่นเปียโนของหนูเหรอคะ?”

ญาณิดามองสติกเกอร์ปิกาจูบนปลายนิ้วของเธอ 'เดี๋ยวนี้การตรวจร่างกายใช้แค่เลือดหยดเดียวก็พอแล้วเหรอ?'

“หนูเล่นเปียโนเป็นด้วยเหรอ?” อรวรรณซ่อนความตื่นเต้นในใจไว้แล้วถามอย่างสงสัย เธออยากจะรู้จักเด็กสาวคนนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อย

“ค่ะ” ญาณิดารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติแล้ว

'ไม่ใช่ว่าเรียกฉันมาสอนเปียโนหรอกเหรอ? ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ'

เสียงในโทรศัพท์เมื่อครู่ ดูเหมือนจะไม่ไพเราะน่าฟังเท่าคุณผู้หญิงคนสวยคนนี้เลย เธอยังนึกว่าเป็นเพราะสัญญาณโทรศัพท์ด้วยซ้ำ

“ดี ดีมาก พ่อแม่บุญธรรมเลี้ยงดูหนูมาดีมาก”

“คุณรู้ได้ยังไงคะ?” เธอเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

'ไม่จริงน่า คงไม่ได้ไปสืบข้อมูลส่วนตัวของฉันมาจนหมดเปลือกหรอกนะ?'

“หนูไม่รู้เหรอว่ามาที่นี่ทำไม?”

'หรือว่าเจ้าหลานชายไม่ได้บอกเธอ แล้วลักพาตัวคนมาเลย?'

“หนูมาเป็นครูสอนเปียโนค่ะ”

'แย่แล้ว ต้องมีความเข้าใจผิดอะไรแน่ ๆ พวกเขารับตัวคนมาผิดแล้ว'

“ฮ่า ๆ ๆ” หญิงชราหัวเราะออกมา “ต้องเป็นเจ้าเด็กแสบโนอาห์แน่ ๆ ที่ไม่ได้พูดให้ชัดเจน ทำอะไรไม่เคยเรียบร้อยเลย”

“หนูจ๊ะ ช่วงนี้หนูกำลังตามหาญาติอยู่ไม่ใช่เหรอ? บ้านเราก็มีเด็กหายไปคนนึง อายุเท่าหนูพอดี หนูว่าที่เราตามหาหนูมาหมายความว่ายังไงล่ะ”

ญาณิดายิ่งประหลาดใจมากขึ้นไปอีก ตกใจจนไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่จ้องมองอรวรรณ

'หน้าก็ดูคล้ายฉันหลายส่วนอยู่นะ พวกเขาจะเป็นญาติของฉันจริง ๆ เหรอ?'

ในขณะนั้น ผลตรวจจากเครื่องตรวจดีเอ็นเอก็ออกมา บนหน้าจอคือตัวเลข 99.999...% ขนาดใหญ่

แพทย์พูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “คุณผู้หญิงครับ มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นญาติสายตรงเกินกว่า 99% เธอคือลูกสาวแท้ ๆ ของคุณท่านและคุณผู้หญิงครับ!”

“จริงเหรอ!”

เมื่อได้ยินคำยืนยัน และมองดูตัวเลข 99.999...% ขนาดใหญ่บนหน้าจอ

หญิงชราก็ไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้อีกต่อไป ดีใจจนกระเด้งตัวลุกขึ้นจากโซฟา อายุมากขนาดนี้แล้ว ญาณิดาเป็นห่วงจึงยื่นมือออกไปพยุงท่าน

แต่ท่านกลับคว้าแขนญาณิดาไว้แน่น “ญาณิดา! ในที่สุดหลานก็กลับมาแล้ว ในที่สุดก็กลับมา! สวรรค์มีตา สวรรค์มีตา! ทำให้สายเลือดตระกูลวิชัยดิษฐ์ได้กลับคืนสู่ตระกูล!”

“ญาณิดา หนูไม่ได้นามสกุลปุริสาย แต่นามสกุลวิชัยดิษฐ์! หนูคือเจ้าหญิงน้อยของตระกูลวิชัยดิษฐ์ของเรานะ!”

อรวรรณก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป มันไหลทะลักออกมา “ลูกแม่!”

ญาณิดา?

สองชาติแล้ว เธอเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองนามสกุลวิชัยดิษฐ์

“ถ้างั้นคุณก็คือคุณย่า? แล้วคุณคือ...?”

ญาณิดามองไปที่คุณย่าศิวพร แล้วก็หันไปมองอรวรรณ ผู้หญิงที่เหมือนพี่สาวคนนี้ เธอไม่แน่ใจ มีทั้งความคาดหวังและความกลัว

“ลูกรัก แม่คือแม่ของหนูนะ!”

อรวรรณก็เดินเข้ามาสองก้าว แล้วกอดญาณิดาพลางร้องไห้

“แม่คะ!” ญาณิดาถูกแม่ผู้แสนอบอุ่นและหอมหวานกอดไว้ รู้สึกเพียงความสุขและความพึงพอใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ในใจ เธอก็กอดอรวรรณกลับ ขอบตาแดงก่ำ

ก่อนหน้านี้ที่ต้องทนทุกข์มากมาย เธอทำได้เพียงเข้มแข็งและอดทนเงียบ ๆ คนเดียว

เพราะมิราไม่ใช่แม่ของเธออีกต่อไปแล้ว เธอจะไม่กอดปลอบใจเหมือนตอนเด็ก ๆ

ตอนนี้เมื่ออยู่ในอ้อมกอดของอรวรรณ ญาณิดาก็ได้ความรู้สึกเหมือนตอนเด็ก ๆ ที่วิ่งร้องไห้มาฟ้องแม่ในอ้อมกอด เพราะรู้ว่ามีคนคอยห่วงใย เด็ก ๆ ถึงจะร้องไห้ ถึงจะรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง เพราะมีคนรักและคอยหนุนหลังให้เธอแล้ว!

“จ้ะ! ลูกรักของแม่ แม่คิดถึงหนูจะตายอยู่แล้ว!”

“หลานรัก แล้วย่าล่ะ?” คุณย่าศิวพรทำท่าแง่งอนน้อย ๆ ถึงแม้ว่าย่าจะไม่เหมือนแม่ผู้ให้กำเนิด แต่หลานรักก็ไม่ควรลำเอียงแบบนี้สิ

บทก่อนหน้า
บทถัดไป